เห็ดสกุลนางรม (เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมฮังการี …)

เห็ดสกุลนางรมมีหลายชนิด/หลายสายพันธุ์
– เห็ดนางรมขาว
– เห็ดนางรมเทา
– เห็ดนางรมดอย
– เห็ดนางรมฮังการี
– เห็ดนางฟ้า
– เห็ดนางฟ้าภูฐาน
– เห็ดเป๋าฮื้อ
– เห็ดนางรมทอง
– เห็ดนางนวล
– เห็ดนางรมหลวง
– เห็ดนางรมหัว

รูปร่างลักษณะของเห็ดสกุลนางรม
เนื่องจากเห็ดนางรมมีรูปร่างเหมือนหอยนางรมจึงเ รียกเห็ดนี้ว่า Oyster Mushroom ประกอบด้วยส่วนต่างๆดังนี้
1. หมวกดอก (cap หรือ pileus) มีลักษณะคล้ายหอยนางรม หมวกดอกมีผิวเรียบกลางหมวกดอกมีลักษณะเว้าเป็นแอ่ง ขอบกลีบดอกโค้งลงด้านล่างเล็กน้อยดอกที่ โตเต็มที่หลังดอกมีลักษณะเป็นครีบ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-15 เซนติเมตร มีสีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดเห็ดด้านล่างของหมวกดอกจะเชื่อมติดกับก้านดอกหรือเป็นเนื้อเดียวกัน
2. ก้านดอก (stalk) เป็นส่วนชูดอกขึ้นไปในอากาศ ก้านดอกยาวปานกลางและเจริญเข้าหาแสงสว่าง ก้านดอกเห็ดอยู่ค่อนไปข้างหนึ่ง ไม่อยู่กึ่งกลางของหมวกเห็ด ก้านโค้งงอเหมือนพัดเล็กน้อย มีความกว้างประมาณ 0.5-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1-10 เซนติเมตร
3. ครีบดอก (gill) มีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ สีขาวหรือสีเทา บริเวณครีบดอกเป็นแหล่งสร้างสปอร์สปอร์มีสีขาวอมม่วงอ่อนรูปร่างกลมรี มีติ่งเล็กๆที่ปลายข้างหนึ่ง ขนาด 3 x 4 ถึง 8 x 12ไมโครเมตร เห็ดนางรมขึ้นอยู่เป็นกลุ่มและบางชนิดอาจขึ้นเป็นดอกเดี่ยว มีโคนก้านดอกติดกันและมีหมวกเห็ดซ้อนกันเป็นชั้นๆ และสามารถงอกออกมาจากขอนไม้ กิ่งไม้ผุบนต้นไม้ยืนต้นหรือถุงพลาสติกที่ใช้เพาะได้

วงจรชีวิตของเห็ดสกุลนางรม
เห็ดนางรมมีวงจรชีวิตจากดอกเห็ดที่เจริญเติบโตเต็มที่ มีการสร้างสปอร์ เมื่อเห็ดแก่แล้วสปอร์จะหลุดออกจากครีบซึ่งอยู่ใต้หมวกดอกและสามารถปลิวไปตกที่บริเวณอื่นได้ เมื่อเจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะงอกได้เส้นใยขั้นที่ 1 จากนั้นเส้นใยขั้นที่ 1 ที่เจริญมาจากสปอร์ที่ต่างเพศกันจะรวมตัวกันแล้วพัฒนาเป็นเส้นใยขั้นที่ 2 เส้นใยขั้นที่ 2 จะเจริญเติบโตได้อย่างมากมายเส้นใยในระยะนี้สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนเพื่อสร้างดอกเรียกเส้นใยในดอกเห็ดว่าเส้นใยขั้ นที่ 3

คุณค่าทางโภชนาการของเห็ดสกุลนางรม
1. เห็ดนางรมจะมีโปรตีนสูงกว่าพืชผักอื่น ๆ ยกเว้น ถั่วเหลือง ถั่วลันเตา
2. มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
3. มีกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย
4. เห็ดนางรมให้พลังงานน้อย
5. มีวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี 1บี2 วิตามินซี ไนอาซิน ปริมาณแตกต่าง กันขึ้นอยู่กับชนิดของเห็ด
6. มีส่วนประกอบของเยื่อใย (fiber) และคาร์โบไฮเดรต
7. เป็นแหล่งแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น โปตัสเ ซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม แคลเซียม และแมกนีเซียม ในปริมาณแตกต่างกันไป ในเห็ดสกุลนางรมจะมีปริมาณทองแดงมากกว่าเห็ดชนิดอื่นๆ

คุณค่าทางยาของเห็ดสกุลนางรม
1. เบต้า-กลูแคน
ในผนังเส้นใยของเห็ดจะมีสารเบต้า-กลูแคน(B-(1-3)glucan) หรือพลูโรทินโพลีแซ็คคาไรด์(Pleurotin Polysaccharides) เป็นโพลีแซคคาไรด์ หรือน้ำตาล ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากมายคือ
– มีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
– ต่อต้านโรคมะเร็งและลดอนุมูลอิสระ
– กระตุ้นให้แผลหายเร็ว โดยจะไปเพิ่มประสิทธิภาพของการเพิ่มคอลลาเจน ให้กับบริเวณเนื้อเยื่อที่เป็นแผล
– เพิ่มการสร้างและการเจริญเติบโตของเม็ดเลือดขาว
– ต่อต้านแบคทีเรียพวกแกรมบวก ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น ระงับอาการปวดตามข้อ

2. ไคติน-ไคโตซาน
ไคติน-ไคโตซานมีบทบาทในการเป็นเส้นใยอาหาร เส้นใยอาหารหรือไฟเบอร์เป็นสารพวกคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง ที่ไม่มีรสหวาน ไม่ละลายน้ำ ไม่ย่อยในกระเพาะอาหารของคน ไม่ให้พลังงานหรือสารอาหารแก่ร่างกาย แต่มีประโยชน์ต่อระบบขับถ่าย ช่วยลดอัตราการเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคหัวใจ โรคอ้วน ไขมันอุดตันเส้นเลือด รักษาอาการปวดข้อ ปวดเข่า ในประเทศญี่ปุ่นมีการเติมไคโตซานลงในอาหารต่างๆหลากหลายชนิด เช่น คุกกี้ มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ บะหมี่ และน้ำส้มสายชู เป็นต้น

3. กรดโฟลิก
มีกรดโฟลิกสูงกว่าพืชผักและเนื้อสัตว์ ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยปรับสภาพความดันโลหิต

ตารางอุณหภูมิและเวลาที่ใช้บ่มหัวเชื้อเห็ดสกุลนางรมแต่ละชนิด
—————————————————————————————————
ประเภท            ชื่อเห็ด          หัวเชื้อบนอาหารวุ้น      หัวเชื้อเมล็ดข้าวฟ่าง       หัวเชื้อขี้เลื้อย
.                                                อุณหภูมิ        วัน            อุณหภูมิ        วัน            อุณหภูมิ     วัน
—————————————————————————————————
เห็ดเขตหนาว นางรมดอย        23-25C     10-15            23-25C     10-15       23-25C   30-45
.                       นางรมทอง
.                       นางรมหลวง
.                       นางรมหัว

เห็ดเขตร้อน    นางรมขาว        25-30C     10-15             25-30C    10-15      25-30C   30-45
.                       นางฟ้า
.                       นางรมเทา
.                       นางฟ้าภูฐาน
.                       นางรมฮังการี
.                       เป๋าฮื้อ
—————————————————————————————————-

เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดภูฐาน
เห็ดนางรมและเห็ดภูฐานเป็นเห็ดที่เพาะง่ายสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปีสำหรับเห็ดนางฟ้านั้นจะออกดอกได้ดีเมื่อสภาพอากาศค่อนข้างหนาวเย็น ผู้เพาะเห็ดมักจะสับสนในการเรียกชื่อเห็ด ในสกุลนี้ บ้างเรียกเห็ดนางรมว่าเห็ดนางฟ้า และเรียกเห็ดภูฐานว่านางฟ้า ทำให้อาจเกิดการสับสนในการจัดหาเชื้อพันธุ์ที่ต้องการ เกษตรกรบางรายอาจจะยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของสภาพอากาศที่มีผลต่อการเจริญของเห็ดแต่ละสายพันธุ์ เช่นเห็ดนางฟ้า ชอบสภาพอากาศที่หนาวเย็น เราต้องผลิตก้อนเห็ดในช่วงปลา ยฤดูฝน เพื่อให้ได้ผลผลิตในฤดูหนาว สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ต้องศึกษาให้เข้าใจและถือเป็นข้อมูลพื้นฐาน ในการวางแผนการผลิตเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เห็ดในสกุลนี้ สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด มีคุณค่าทางอาหารสูง

เห็ดนางรม
ความสำคัญ และประโยชน์ทั่วไป
เห็ดนางรมมีถิ่นกำเนิดแถบยุโรป มีการเจริญเติบโตได้ดีในไม้โอ๊ค (oak) เมเปิ้ล (maple)ไม้ท้อ (peach) ฯลฯ และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในเขตอบอุ่น ต่อมาได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงในไทย พบว่าสามารถปรับตัวเจริญได้ดีในไทยจนเป็นที่รู้จักกันดี เห็ดนางรมจัดเป็นเห็ดที่นิยมรับประทานกันมาก เป็นเห็ดที่มีสีขาวสะอาด และมีรสชาติหอมหวาน เนื้อไม่เหนียว

เห็ดนางฟ้า หรือเห็ดนางรมอินเดีย
ความสำคัญ และประโยชน์ทั่วไป
มีถิ่นกำเนิดในแถบภูเขาหิมาลัย ประเทศอินเดีย ในสภาพธรรมชาติชอบเจริญเติบโตตามตอไม้ผุ ในบริเวณนี้มีอากาศชื้น และเย็น มีลักษณะคล้ายเห็ดนางรม และเห็ดเป๋าฮื้อ แต่ดอกจะมีสีขาวนวลจนถึงสีน้ำตาลอ่อน เห็ดนางฟ้าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิระหว่าง 15-35 C และ ที่ 25 C เป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด เห็ดชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีให้ผลผลิตเร็ว และให้ผลผลิตในรูปการค้าได้ เพราะมีขนาดดอกปานกลาง เนื้อแน่น มีกลิ่นหอม รสหวาน มีความกรอบ เก็บรักษาไว้ได้นานกว่าเห็ดนางรม โดยเฉพาะในที่ที่ควบคุมอุณหภูมิ

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญของเห็ดนางรม , นางฟ้า และเห็ดภูฐาน
1. อุณหภูมิ ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย คือ 25 – 30 C ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ดอกเห็ดสามารถเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีด้วย และอุณหภูมิสร้างดอกประมาณ25 C ดังนั้นสภาพของโรงบ่มก้อน และโรงเปิดดอกเห็ดนั้นควรจะมีสภาพแวดล้อมที่ดี
2. ความชื้น ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่ผลิตก้อนเห็ดส่วนผสมต่าง ๆ ควรจะมีความชื้นเหมาะสมคือประมาณ 70% ส่วนในช่วงเปิดดอกนั้นควรมีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศประมาณ 90% ถ้าหากความชื้นต่ำกว่ามาตรฐาน หรือมีความชื้นที่ไม่สม่ำเสมอจะทำให้ผลผลิตต่ำ โรคและแมลงต่างๆ ก็จะเข้ามารบกวนทำลายได้ง่าย
3. อากาศ ในกรณีที่โรงเรือนซึ่งใช้ในการเปิดดอก มีการระบายถ่ายเทอากาศไม่ดีพอจะมีปัญหาเห็ดขาด ออกซิเจน เส้นใยของเห็ดจะไม่สามารถสร้างตุ่มดอกได้อย่างมีคุณภาพ สภาพดอกเห็ดจะผิดปรกติ และผลผลิตจะต่ำมาก
4. แสงสว่าง แม้ว่าเส้นใยเห็ดจะสามารถเจริญเติบโตได้ในที่ซึ่งไม่มีแสง หรือแสงน้อย แต่การที่เห็ดจะออกดอกได้ดีนั้น จำเป็นจะต้องมีแสงในระดับหนึ่งที่พอเหมาะ การเจริญเติบโตจึงจะสมบูรณ์
5. สารอาหาร ควรให้มีสารอาหารพอเพียงตามสูตร
6. ความเป็นกรดเป็นด่าง เห็ดในสกุลนี้สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพอาหารที่เป็นกรด จนถึงระดับกลาง คือจะมีค่า pH ประมาณ 5- 7

เห็ดเป๋าฮื้อ
ความสำคัญและประโยชน์ทั่วไป
เห็ดเป๋าฮื้อเป็นเห็ดนำเข้าจากประเทศจีนเป็นเห็ดที่รับประทานได้อีกชนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นเห็ดที่มีรสอร่อยไม่แพ้เห็ดชนิดอื่น โดยธรรมชาติขึ้นอยู่บนเปลือกไม้ หรือขอนไม้ผุในฤดูฝน เห็ดเป๋าฮื้อมีราคาค่อนข้างสูงสม่ำเสมอตลอดปี สามารถนำไปผลิตอาหารกระป๋องได้ เพราะโครงสร้างของเห็ดมีการเปลี่ยนแปลงน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับเห็ดชนิดอื่น สามารถเก็บรักษาในสภาพเห็ดสดได้นานกว่าเห็ดชนิดอื่นโดยเฉพาะการเก็บในตู้เย็น นอกจากนี้ยังสามารถเพาะได้ทุกฤดูกาลและทุกภาคของประเทศ

การเพาะเลี้ยงเห็ดนางรม
เช่นเดียวกับเห็ดอื่นๆ การเพาะเลี้ยงเห็ดนางรมจะมีขั้นตอนการเพาะเลี้ยงที่ประกอบด้วย
– การผลิตหัวเชื้อเส้นใยเห็ดบริสุทธิ์ (การผลิตแม่เชื้อ)
– การผลิตหัวเชื้อเห็ดในเมล็ดธัญพืช
– การเพาะเห็ด (ก้อนเชื้อ / เพาะในท่อนไม้)
– การทำให้เกิดดอกเห็ด

การเพาะเลี้ยงเส้นใยเห็ดเพื่อผลิตหัวเชื้อเห็ดบริสุทธิ์อาจทำได้ 2 กรณีดังนี้
1. การเพาะเลี้ยงสปอร์ส่วนใหญ่จะใช้ในกรณีปรับปรุงพันธุ์ หรือผสมพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่
2. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่วนใหญ่จะใช้ในการขยายเส้นใยเห็ดนางรมกันมาก เพราะทำง่ายสะดวกรวดเร็ว และจะได้ดอกเห็ดที่มีลักษณะเหมือนพันธุ์เดิมทุกประการ

อาหารเลี้ยงเชื้อเห็ดนางรม
การทำอาหารวุ้น (PDA)
สูตรอาหารวุ้น PDA (Potato Dextrose Agar)
มันฝรั่ง 200 กรัม
กลูโคส 20 กรัม
วุ้นผง 15-20 กรัม
น้ำกลั่น 1 ลิตร
วิธีการทำ
1. นำมันฝรั่งล้างน้ำให้สะอาดปอกเปลือก (ในกรณีที่จะใช้เลี้ยงเชื้อเห็ดไม่ต้องปอกเปลือกก็ได้) แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาด 1 ลบ.ซม.
2. นำไป ต้มกับน้ำ 1/2 ลิตร นานประมาณ 20 นาที(หรือจนมันฝรั่งสุก)
3. เสร็จแล้วกรองเอาแต่น้ำคั้นมันฝรั่ง
4. น้ำส่วนที่เหลืออีก 1/2 ลิตร นำมาละลายผงวุ้นให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟพร้อมกับ ใส่น้ำตาลกลูโคส เมื่อเข้ากันดีแล้วก็นำน้ำคั้นมันฝรั่งเทลงผสมต้มอีกประมาณ 2-3นาที ยกลง
5. นำมากรอกใส่ขวดแบนสูงประมาณ 1.5 นิ้ว โดยกรอกผ่านกรวยแก้วเพื่อไม่ให้เลอะคอขวด
6. ทิ้งไว้สักครู่ใหญ่ อุดจุกสำลี ปิดทับด้วยกระดาษหรือพลาสติกอีกทีหนึ่ง แล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งความดัน(autoclave) นานประมาณ 15-20 นาทีเสร็จแล้วยกลง
7. นำขวดอาหารวุ้นมาเอียง

การเลือกดอกเห็ดทำพันธุ์
– ควรเป็นดอกที่สมบูรณ์ หมวกดอกควรมีลักษณะงอโค้งคล้ายเห็ดมะม่วง
– ดอกไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ควรอยู่ในระยะก่อนที่จะมีการสร้างสปอร์
– มีก้านดอกที่แข็งแรง ไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ หรือเชื้อทำลายดอกเห็ด
– สีของดอกควรเป็นสีขาวหรือเทา ขึ้นอยู่กับชนิดของพันธุ์และต้องไม่มีสีอื่นปะปน
– ควรคัดดอกเห็ดจากถุงก้อนเชื้อที่ให้ผลผลิตสูงกว่าก้อนอื่น

การเขี่ยเชื้อเห็ดนางรม
ขั้นตอนการเขี่ยตัดเชื้อเห็ดเพื่อนำมาเพาะเลี้ยงในอาหารวุ้น ผสมยีสต์สกัด ควรปฏิบัติดังนี้
1. ใช้เข็มเขี่ยชุบแอลกอฮอล์พร้อมลนไฟฆ่าเชื้อที่ปลายเข็มเขี่ย ไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงส่วนของ ด้ามที่ใช้จับ การลนเข็มควรลนในแนวตรงเพื่อให้เข็มเ ขี่ยถูกเปลวไฟให้มากที่สุด ถือเข็มให้ปลายเข็ม อยู่ในอากาศนาน 15-20 วินาทีและอย่าให้ปลายเข็มสัมผัสกับส่วนใดๆ ภายในตู้เขี่ย
2. ใช้มือฉีกดอกเห็ดออกเป็น 2 ส่วน แล้วใช้เข็มเขี่ยจิกชิ้นส่วนของเนื้อเยื่อภายในดอก โดยเลือกเนื้อเยื่อระหว่างก้านดอกกับหมวกเห็ด ใช้เข็มเขี่ยจิกเนื้อเยื่อติดมาเพียงเล็กน้อยก็พอ
3. วางดอกเห็ดลงพร้อมใช้มือหยิบขวดอาหารวุ้น ใช้นิ้วก้อยและอุ้งมือที่ถือเข็มเขี่ยดึงจุกสำลีออกพร้อมกับถือเอาไว้ ห้ามกำจุกสำลีเด็ดขาด จากนั้นลนปากขวดอาหารวุ้น เพื่อฆ่าเชื้อและสอด
เข็มเขี่ยที่มีเนื้อเยื่อติดอยู่ที่ส่วนปลายเข้าไป วางเนื้อเยื่อบนอาหารวุ้น ดึงเข็มออก ลนไฟฆ่าเชื้อที่ปากขวด ก่อนปิดจุกขวด
4. นำขวดอาหารวุ้นเก็บในที่มืดและอุณหภูมิสูง จะช่วยให้เส้นใยเห็ดเดินเต็มได้เร็วขึ้นภายใน10-15 วัน เมื่อเส้นใยเดินเต็มอาหารวุ้นแล้ว นำไปขยายลงในเมล็ดธัญพืชต่อไป หรือถ่ายเชื้อเห็ดจาก อาหารวุ้น ขยายลงบนขวดอาหารวุ้นหลายๆ ขวดได้

การผลิตหัวเชื้อเห็ด
นิยมขยายเส้นใยเห็ดลงบนเมล็ดธัญพืช ก่อนนำไปลงในถุงก้อนเชื้อ เมล็ดพืชที่นิยมคือเมล็ดข้าวฟ่าง เพราะหาง่าย ราคาถูก หรืออาจใช้เมล็ดข้าวเปลือกแทนวิธีการเตรียมเมล็ดธัญพืชควรปฏิบัติดังนี้
1. นำเมล็ดข้าวฟ่างมาคัดเอาสิ่งเจือปนออก แล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (เมล็ดข้าวฟ่าง 1 กก. จะใช้บรรจุขวดแบนได้ประมาณ 50 ขวด หรือ 10 ขวด/ กก.)
2. ต้มจนสุกแต่เมล็ดต้องไม่บาน หากบานมากเกินไปจะทำให้เส้นใยจับตัวกันแน่นไม่สะดวกในการเขี่ยเชื้อไปยังก้อนเชื้อเห็ด ควรจะเป็นการสุกรอบนอกเมล็ดก็เพียงพอ
3. นำมาผึ่งให้แห้งพอหมาด แล้วบรรจุลงในขวดแบนประมาณ ครึ่งขวด ปิดด้วยจุกสำลีแล้วหุ้มด้วยกระดาษ
4. นำขวดเมล็ดข้าวฟ่างไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งความดัน โดยใช้ความดัน 15 ปอนด์ต่อตารางนิ้วนาน 30 นาทีเพื่อฆ่าเชื้อ
5. เมื่อเมล็ดข้าวฟ่างเย็นตัวลง ให้เขย่าขวดเพื่อให้ความชื้นของเมล็ดในขวดกระจายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เส้นใยเห็ดเดินเร็วขึ้น
6. ทำการเขี่ยเส้นใยเห็ดในอาหารวุ้นลงไปในขวด โดยใช้เทคนิคการปลอดเชื้อและควรปฏิบัติภายในตู้เขี่ยเชื้อ เส้นใยจะเจริญเต็มเมล็ดข้าวฟ่างภายใน 2-3 สัปดาห์แล้วนำไปปลูกเชื้อในถุงก้อนเชื้อต่อไป

การผลิตเห็ดนางรมในถุงพลาสติก
หัวเชื้อเห็ดนางรมสามารถนำไปใช้ในการผลิตเห็ดทั้งในถุงพลาสติกและในท่อนไม้ เพื่อให้เห็ดนางรมใช้อาหารจากวัสดุทั้ง 2 อย่าง ในการเจริญและพัฒนาเป็นดอกเห็ดต่อไป การผลิตเห็ดนางรมในถุงพลาสติก วัสดุที่บรรจุในถุงอาจเป็นขี้เลื่อยหรือฟางสับ ซังข้าวโพดอ่อน แล้วแต่วัสดุในท้องถิ่นนั้น แต่นิยมใช้ขี้เลื่อยไม้ยางพารา และไม่จำเป็นต้องหมักขี้เลื่อย แต่จำเป็น ต้องผสมอาหารเสริมเพิ่มลงในส่วนผสมเพื่อเห็ดนางรมได้ใช้อาหารเต็มที่
สูตรอาหารที่นิยมใช้มีหลายสูตร เช่น
สูตรที่ 1
ขี้เลื่อย 100 กก.
รำละเอียด 10 กก.
น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
ปูนขาว 1 กก.
แคลเซียม 300 กรัม
น้ำสะอาด 60-70 ลิตร
สูตรที่ 2
ขี้เลื่อย 100 กก.
รำละเอียด 8 กก.
น้ำตาลทราย 1 กก.
ปูนขาว 1 กก.
แคลเซียม 1 กก.
ดีเกลือ 200 กรัม
น้ำ65-70 ลิตร
สูตรที่ 3
ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 100 กก.
รำละเอียด 7 กก.
ปลายข้าว 1 กก .
ยิปซัม (แคลเซียมซัลเฟต) 0.5 กก .
ดีเกลือ (แมกนีเซียมซัลเฟต) 0.2 กก .
ปูนขาว 1 กก.
ภูไมท์ 2 -3 กก.
น้ำ ปรับความชื้น 70-80 ลิตร

หมายเหตุ
การเพิ่มปริมาณอาหารเสริมสูงอาจทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ แต่ก้อนเชื้ออาจเสียหายจากเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่นได้เช่นกัน

ขั้นตอนการเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางรม
การเตรียมวัสดุเพาะเห็ดนางรม วัสดุหลักหากใช้ฟางข้าวแทนขี้เลื่อยจะต้องนำฟางข้าวมาสับเป็นท่อนๆ ยาว 2-3 นิ้วและหมักฟางไว้ 5-7 วัน
วิธีการผสม
1.ใช้วัสดุหลักกองบนพื้นปูนซีเมนต์ พร้อมกับใส่อาหารเสริมลงไปกระจายให้ทั่ว ใช้พลั่วคลุกเคล้าผสมให้เข้ากันให้ดี ให้อาหารเสริมกระจายในส่วนผสมอย่างสม่ำเสมอ
2. เติมน้ำลงไปในวัสดุเพาะให้ มีความชื้นกระจายอย่างทั่วถึง ทดสอบความชื้นโดยนำขึ้นมากำแล้วบีบ หากพบว่าไม่มีน้ำไปไหลออก ตามง่ามมือ และเมื่อแบมือออก ส่วนผสมยังจับกันเป็นก้อนแสดงว่าความชื้นในอาหารอยู่ในระดับ เหมาะสม
3.นำวัสดุที่ผ่านการผสมแล้ว บรรจุในถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7 x 12 นิ้ว หรือ 7 x 13 นิ้ว โดยอัดส่วนผสมลงในถุงพลาสติก ให้มีน้ำหนักประมาณ 800 กรัม
4. สวมคอขวดใช้ยางรัดแล้วปิดจุกด้วยสำลี
5. นำไปนึ่งด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่ง นาน 3-4 ชม. นับจากน้ำเดือด หลังจากทิ้งให้ก้อนเชื้อเห็ดเย็นตัวลง
6. นำหัวเชื้อเห็ดหรือเชื้อขยายในเมล็ดข้าวฟ่างใส่ลงไป 10-20 เมล็ด พร้อมกับเขย่าให้เมล็ดข้าวฟ่างกระจาย
7. นำถุงก้อนเห็ดไปบ่มในโรงบ่มเส้นใยซึ่งเป็นที่มืดและมีอุณหภูมิสูง ประมาณ 28 – 35 ๐ซ.เพื่อ เร่งการเจริญเติบโตของเส้นใย เส้นใยเห็ดจะเดินเต็มก้อนเห็ดภายใน 2-3 สัปดาห์ควรพักก้อนเห็ดไว้ ระยะหนึ่งเพื่อให้เส้นใยสะสมอาหาร
8. หลังจากนั้นหากสามารถนำก้อนเห็ดไปไว้ที่อุณหภูมิต่ำเพื่อให้จุลินทรีย์ ที่จะทำลายเห็ดชะงักการเจริญเติบโต ที่อุณหภูมิประมาณ 17-20 องศาเซลเซียส นาน 10-15 วัน จะเป็นผลดีต่อการเพาะเลี้ยง
9. ต่อมานำก้อนเชื้อเข้าสู่โรงเรือนเปิดดอก โดยวางซ้อนกันบนชั้นตัวเอ (A)หรือชั้นแขวนพลาสติก ซึ่งการเรียงไม่ควรให้สูงเกิน 1.5 เมตร เพราะความชื้นและความเย็นจากพื้นจะขึ้นไปไม่ถึง นอกจากนี้ยังสะดวกต่อการเก็บดอก ภายในโรงเรือนควรรักษาความชื้นไว้ที่ 70-90% โดยการรดน้ำ

ขั้นตอนการเขี่ยเชื้อลงถุงก้อนเห็ด และการเปิดถุงให้เห็ดออกดอก
ข้อควรระวังในการเขี่ยต่อเชื้อลงในถุงก้อนเห็ด
1. หัวเชื้อเห็ดต้องไม่แก่หรืออายุมากเกินไป เพราะเส้นใยจะเจริญเติบโตช้า และต้องไม่มีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปนเปื้อน
2. สถานที่ที่ใช้ในขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วต้องสะอาด มีการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆอย่างสม่ำเสมอ

การเปิดถุงก้อนเชื้อเห็ดนางรม
หลังจากเส้นใยเห็ดเจริญเต็มก้อนแล้ว ควรปล่อยให้เส้นใยเห็ดรัดตัวและสะสมอาหารเพิ่มมากขึ้นประมาณ 5-7 วัน เปิดถุงก้อนเห็ดสามารถทำได้ 3 วิธีดังนี้
1. การเปิดปากถุงโดยการม้วนปากถุงลง ใช้วิธีดึงคอขวดออกพร้อมกับม้วนปากถุงลง แล้วนำไปวางบนชั้นภายในโรงเรือนเพาะเห็ด ข้อเสียของการเปิดถุงแบบนี้คือ จะมีน้ำขังบนถุงทำให้ก้อนเชื้อเสียได้และความชื้นในก้อนเห็ดสูญหายได้เร็วขึ้น
2. การเปิดปากถุงโดยใช้มีดปาดปากถุงบริเวณคอขวดออก แล้วนำไปวางบนชั้นเพาะเห็ดมีข้อเสียเหมือนวิธีแรก
3. การกรีดข้างถุงโดยใช้มีดปาดตรงคอขวดออก หรือดึงจุกสำลีออกแล้วนำก้อนเชื้อมาวางเรียงซ้อนกันภายในโรงเรือน ปล่อยให้เห็ดเจริญออกมาทางปากถุงทางเดี่ยว เป็นวิธีใช้กันมากเพราะประหยัดพื้นที่และน้ำไม่ขังบนก้อนเชื้อ

การผลิตเห็ดนางรมในท่อนไม้
วิธีการนี้เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เพราะเห็ดชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตในไม้เนื้ออ่อนได้เป็นอย่างดีดอกเห็ดที่เกิดบนท่อนไม้สามารถเจริญอยู่ได้นาน 5-7 วัน โดยไม่เน่าเสียผลผลิตที่ได้ค่อนข้างสูง สามารถปฏิบัติเป็นขั้นตอนได้ดังนี้
1. เลือกไม้เนื้ออ่อนที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว มีความยาวประมาณ 1 เมตร ถ้าเป็นท่อนไม้ยางพาราควรทิ้งไว้ 5-7 วัน เพื่อให้ยางที่เปลือกแห้งก่อน
2. ใช้ค้อนหรือสว่านเจาะรูบนท่อนไม้แบบสลับฟันปลา แต่ละรูลึกประมาณ 2 นิ้ว และอยู่ห่างกัน 4-6 นิ้ว
3. นำหัวเชื้อเห็ดนางรมใส่ลงไปในรู พร้อมกับปิดปากรูด้วยจุกพลาสติก หรือเปลือกหุ้มไม้ที่เจาะออกมาเคลือบขี้ผึ้ง จากนั้นนำท่อนไม้ไปบ่มในร่มนานประมาณ 1 เดือน เพื่อให้เส้นใยเห็ดนางรม เจริญในท่อนไม้ก่อน จึงนำไปเปิดดอกภายในโรงเรือนเปิดดอก
4. เห็ดนางรมจะเริ่มให้ดอกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม้ผุ จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนจะได้ผลผลิตประมาณ 7 กก.ต่อท่อนขี้เลื่อยที่จะนำมาสำหรับขยายเชื้อเห็ดนางรมควรเป็นไม้ชนิดเดียวกันจะให้ผลดีที่สุด สภาพ โรงเรือนที่ใช้เพาะเห็ดควรเก็บความชื้นได้ดี และควรมีความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในระดับ 80 %

ปัญหาในการเพาะเห็ดนางรม
1. เส้นใยไม่เดินลงก้อนเชื้อเห็ด อาจเกิดจากสาเหตุเหล่านี้
1.1 หัวเชื้อเห็ดเป็นเชื้ออ่อน หรือเส้นใยที่นำมาทำหัวเชื้อเห็ดผ่านการต่อเชื้อเห็ดมาหลายครั้ง ทำให้เส้นใยอ่อนแอ จึงควรเลือกหัวเชื้อที่ได้จากพันธุ์ดี ให้ผลผลิตสูง และไม่ควรต่อเชื้อบ่อยครั้ง
1.2 หัวเชื้อเห็ดมีเชื้อจุลินทรีย์อื่นปนเปื้อน และเจริญแข่งกับเส้นใยเห็ด ผู้เพาะเลี้ยงควรสังเกตตั้งแต่ระยะเลี้ยงบนอาหารวุ้นว่ามีเชื้ออื่นปนหรือไม่ และหลังจากขยายลงบนเมล็ดข้าวฟ่างแล้ว ต้องไม่ มีเชื้อจุลินทรีย์อื่น
1.3 เลือกวัสดุเพาะที่ปราศจากสารเคมีปะปนอยู่ โดยเฉพาะสารกำจัดโรคพืชไม่ว่าจะเป็นฟางข้าว ขี้เลื่อย
1.4 สภาพความเป็นกรด-ด่าง ไม่เหมาะสม ควรให้มีpH ระหว่าง 6.5-6.8
1.5 ขี้เลื่อยที่ใช้เพาะมีความชื้นมากเกินไป เพราะสภาพดังกล่าวเชื้อแบคทีเรียและเชื้ออื่นจะเจริญได้ดีกว่า

2. เส้นใยเห็ดเดินบางมาก เส้นใยเห็ดเดินแต่ลักษณะการเดินของเส้นใยบางมากอาจเกิดจาก
2.1 มีอาหารเหลืออยู่น้อยในถุงก้อนเห็ด หรือมีอาหารเสริมน้อยเกินไป
2.2 การนึ่งฆ่าเชื้อยังไม่สมบูรณ์เพียงพอ ใช้เวลาในการนึ่งน้อยเกินไป

3. เส้นใยเห็ดเดินแล้วหยุด
ก้อนเชื้อเห็ดมีความชื้นมากเกินไป จะสังเกตเห็นน้ำไหลมารวมกันที่ก้นถุง เชื้อแบคทีเรียจะเจริญได้ดีมีกลิ่นเหม็นเกิดขึ้น และอาจเกิดจากเชื้อเห็ดอ่อนแอ

4. เห็ดออกดอกช้าหลังจากเปิดถุงแล้ว
เมื่อเส้นใยเดินเต็มถุงแล้วควรปล่อยเส้นใยรัดตัว นาน 8-10 วัน เส้นใยต้องสานกันแน่นและสะสมอาหารให้มากพอจึงจะพัฒนาไปเป็นดอก นอกจากนี้อาจมีปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์สูงเพราะการระบายอากาศไม่ดีพอ หรือภายในโรงเรือนอาจมีอุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป หรือมีความชื้นไม่เพียงพอ

5. ดอกเห็ดเกิดขึ้นแต่ไม่พัฒนาไปเป็นดอก มักจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด อาจเกิดขึ้นจาก
5.1 หัวเชื้อเห็ดอ่อนแอ ต้องเลือกหัวเชื้อที่ดีและแข็งแรงเท่านั้น
5.2 เปิดปากถุงก้อนเชื้อกว้างเกินไป ทำให้เกิดดอกเห็ดมากโดยอาหารมีไม่พอเพียงและน้ำในก้อนเชื้อเคลื่อนย้ายออก จึงไม่ควรเปิดปากถุงให้กว้างเกินไป
5.3 ความชื้นในโรงเรือนมีน้อย ควรฉีดพ่นน้ำในทางตรงกันข้ามหากฉีดพ่นน้ำให้กระทบกับก้อนเห็ดโดยตรง จะทำให้ดอกเน่าเสียหายได้ควรฉีดพ่นน้ำเป็นละอองฝอยในอากาศ
5.4 มีเชื้อจุลินทรีย์และเชื้ออื่นๆ แพร่ระบาดมาก จึงต้องรักษาความสะอาดภายในโรงเรือนให้ดีและอาจมีแมลงศัตรูเห็ด กัดและทำลายก้อนเชื้อเห็ดจำเป็นต้องจัดโรงเรือนให้สะอาดก่อนนำก้อนเชื้อ เห็ดเข้า และระหว่างการเกิดดอก

ศัตรูเห็ดนางรม
เห็ดนางรมและเห็ดนางฟ้า มีคุณสมบัติทางกลิ่นที่ดึงดูดโรคและแมลงศัตรูเห็ดได้เป็นอย่างดีดังนั้นจึงมีศัตรูเห็ดรบกวนหลายชนิดเช่น
1.หนูและแมลงสาบ เริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ระยะเชื้อและดอก เห็ด การกำจัดควรใช้ยาเบื่อ หรือใช้กับดัก
2. ไร ตัวไรจะดูดกินน้ำเลี้ยงระยะก้อนเชื้อและดอกเห็ด ทำให้ผลผลิตลดลง พบว่าการระบาดของไรมีมากเมื่อความชื้นต่ำจึงควรให้ความชื้น อย่างสม่ำเสมอ การปล่อยให้เกิดการหมักของก้อนเชื้อบริเวณโรงเพาะ ก็เป็นการลดจำนวนไรได้ทางหนึ่ง การปราบไรควรเน้นในเรื่องความสะอาดและการป้องกันมากกว่าการใช้สารเคมี เพราะอาจเป็นอันตรายมาถึงคนที่ กิน เห็ดได้
3. แมลงหวี่ เกิดกับดอกเห็ดที่มีอายุมาก แมลงหวี่จะเข้ามาตอมและวางไข่แพร่พันธุ์ ควรนำก้อนเชื้อชนิดนี้ออกจากโรงเพาะทันที
4. โรคจุดเหลือง พบในเห็ดที่มีอายุมากตกค้างในการเก็บ หรือใช้น้ำที่ไม่สะอาดรดเห็ดโดยเฉพาะเมื่ออากาศร้อนจัด
5. ราเมือก ลักษณะเป็นสายสีเหลือง มีกลิ่นคาวจัด สามารถระบาดโดยสปอร์ได้ ควรป้องกันโดยการเอาก้อนเชื้อที่หมดอายุและเศษวัสดุใน เรือนเพาะ เพื่อไม่ให้เป้นแหล่งสะสมของเชื้อโรคเห็ด
6. หอยทาก มักกัดกินดอกเห็ดที่กำลังเจริญเติบโตทำให้ดอกเห็ดมีรอยกัดไม่ได้คุณภาพ

—————————————————————————————————
ที่มาของข้อมูล: สถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s